มารยาทของชาวญี่ปุ่น

สำหรับผู้ที่ต้องใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่ควรจะเรียนรู้ ก็คือ มารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติของญี่ปุ่น ซึ่งการเรียนรู้นี้ไม่ได้อาศัยการท่องจำหากแต่ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละเรื่องๆและฝึกให้ติดเป็นนิสัย เช่น เวลานัดกับใครต้องรักษาเวลา เมื่อไม่สามารถไปได้ หรือมีเหตุจำเป็นที่ต้องไปสายก็ต้องจะต้องแจ้งให้ฝ่ายตรงข้าม ทราบล่วงหน้า เพราะการไม่รักษาสัญญาสำหรับคนญี่ปุ่นแล้วจะทำให้อีกฝ่ายขาดความเชื่อถืออย่างมาก หรือตัวอย่างของ คนที่เพิ่งจะรู้จักกันคนญี่ปุ่นก็มักจะไม่ค่อยคุยด้วยเนื่องจากยังไม่สนิทสนมกัน แต่เมื่อสนิทกันแล้วก็จะให้ความยอมรับ และยอมเปิดใจมากขึ้น สำหรับชาวญี่ปุ่นมักจะมีเพื่อนหลายกลุ่ม ในหนึ่งวันก็อาจจะพบเพื่อนจากที่โรงเรียน ที่ทำงาน เพื่อนเที่ยวแตกต่างกันไป ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงดูไม่ค่อยสนิทกันมากนัก และปรกติแล้วผู้ชายญี่ปุ่นมักจะทำงานหนักไม่ว่าจะก่อน หรือหลังแต่งงาน และมักจะทำงานกันจนดึกดื่นราวกับว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นวัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นจะตรงกว่า ที่ทุกคนจะต้องทุ่มเทกับงานให้เต็มที่

1. การใช้ภาษาตามระดับความสัมพันธ์

คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญต่อกลุ่มและสมาชิกในกลุ่ม โดยจะใช้สถานที่เป็นตัวบ่งบอกคนที่อยู่อาศัยในที่เดียวกันหรือทำงานในที่เดียวกันนั้นถือว่าเป็นพวกเดียวกัน เรียกว่า(うち、uchi) และสำหรับคนที่อยู่ต่างสถานที่ต่างบริษัท ต่างประเทศจะถือว่าเป็นคนนอกหรือคนอื่น เรียกว่า(そと、soto)

โดยชาวญี่ปุ่นจะใช้ภาษาและการปฎิบัติตนที่แตกต่างไปสำหรับคนที่เป็นคนนอก โดยจะใช้ภาษาที่สุภาพกับผู้อื่นและใช้ภาษาถ่อมตนเมื่อพูดถึงเรื่องของตนเองให้กับผู้อื่น แม้ว่าตนเองจะไม่รู้สึกยกย่องคนๆนั้นเลยก็ตามที

ดังนั้นเราสามารถสังเกตุลักษณะความสัมพันธ์ของคนญี่ปุ่นโดยอาศัย วิธีการใช้ภาษาของคนญี่ปุ่นได้ด้วย เช่น ใครอาวุโสกว่าใครหรือสนิทสนมกันแค่ไหนเป็นกลุ่มเดียวกันหรือคนละกลุ่มเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย การใช้ภาษาในการพูดของคนญี่ปุ่นนั้นเมื่อพูดเรื่องของตนเองรวมไปถึงการกล่าวถึงสิ่งอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตนเองแล้วคนญี่ปุ่นจะต้องใช้คำถ่อมตนเมื่อพูดกับคนอื่น และคำยกย่องเพื่อยกย่องคู่สนทนาด้วย

การให้ความสำคัญกับบุคคลอื่นในสังคมเป็นลักษณะเด่นของคนญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่นเป็นคนระมัดระวังและให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของผู้อื่นอย่างมากในการใช้ภาษา การแสดงความใส่ใจของคู่สนทนา เช่น การใช้ถ้อยคำและกริยาต่างๆสอดแทรกเพื่อแสดงความสนใจต่อคู่สนทนา หรือพูดประโยคลอยๆค้างไว้เพื่อให้คู่สนทนามีโอกาศได้สอดแทรกสานประโยคให้จบซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คู่สนทนามีส่วนร่วมในสิ่งที่ตนพูดด้วย หรือการพูดแบบอ้อมค้อมไม่ชี้บ่งบอกอะไรไปตรงๆ หรือละความเอาไว้ให้ผู้สนทนาด้วยคิดเอาเอง และในการสนทนากับคนญี่ปุ่นจะเป็นการเสียมารยาทมากถ้าเราไม่เอ่ยถึงการกระทำของผู้นั้นที่ส่งผลดีต่อเราและต้องใช้สำนวนที่รู้สึกสำนึกบุญคุณต่อการกระทำนั้นๆด้วย เช่นขอบคุณที่ได้สนับสนุนเราอยู่เสมอ หรือ วันก่อนต้องขอขอบคุณมาก (แม้ว่าอาจจะไม่ได้ทำอะไรให้) แต่เป็นมารยาทที่ควรจะพูดตามธรรมเนียมของคนญี่ปุ่น

2. วิธีสำหรับการตอบปฏิเสธของคนญี่ปุ่น

ในการที่จะคบหากัน คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญต่อ “ความกลมกลืนกันต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล” และด้วยเหตุนี้ คนญี่ปุ่นไม่ชอบที่จะทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์เพราะการปฏิเสธอย่างชัดแจ้ง เช่น เมื่อจะปฏิเสธคำเชิญชวนหรือคำแนะนำ ก็จะเลี่ยงไปตอบด้วยการพูดว่า “ちょっと…” (Chotto) ซึ่งก็คือ “ออกจะ…” แล้วก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า “ไม่สะดวก” คำว่า “ちょっと…” (Chotto) ไม่ได้ใช้เฉพาะในการเรียกความสนใจเท่านั้น แต่ยังใช้ในเวลาที่อยากจะปฏิเสธด้วยเป็นสำนวนที่ถูกใช้บ่อยมากแม้แต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับทางธุรกิจ สำนวนอื่นๆที่ใช้บ่อย เช่น ในกรณีที่จะปฏิเสธข้อเจรจาทางธุรกิจกับคู่เจรจา สำนวนที่ใช้บ่อยคือ “けんとう してみます” (kentô shitemimasu) ซึ่งมีความหมายว่า “จะลองพิจารณาดู” แต่จริง ๆ แล้ว มีความหมายว่า “กรุณาอย่าคาดหวังการตอบรับ” รวมอยู่ด้วย

3. การโค้ง

วัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากบ้านเราที่ใช้การไหว้ หรือ ต่างจากชาวฝรั่งที่ใช้การจับมือ (shake hand) นั่นก็คือการโค้งคำนับ ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “Rei” (れい/เร) หรือ “Ojigi” (/おじぎ/โอจิกิ) ชาวญี่ปุ่นนิยมโค้งในเวลาที่พบกันหรือร่ำลา ประเพณีการโค้งของคนญี่ปุ่นถือว่ามีความซับซ้อนพอสมควร เช่น การโค้งควรจะต่ำเพียงไรและโค้งได้นานเท่าไร หรือต้องโค้งเป็นจำนวนกี่ครั้ง และโค้งในโอกาสอะไร เช่น ผู้อาวุโสก้มให้ลึก แต่ถ้าระดับเท่ากันโค้งพองาม นอกจากโค้งเวลาพบกันหรืออำลาจากกันแล้ว สามารถโค้งเมื่อต้องการขอบคุณ

การโค้ง

การโค้งทักทาย (Eshaku/えしゃく/ อิชิคุ) คือ การทักทายกับผู้ที่สนิทแบบเป็นกันเอง วิธีการคือ ก้มตัวทำมุมประมาณ 15 องศา

การโค้งเคารพแบบธรรมดา (Futsuu Rei/ふつう/ ฟุสึยุ) คือ การทักทายกับผู้ที่เรารู้จัก หรือพนักงานขายกับลูกค้า วิธีการคือ ก้มตัวประมาณ 30 องศา

การโค้งเคารพแบบนอบน้อม (Saikei Rei/さつうれい/ ซาอิเครอิ เรอิ) คือ การให้ความเคารพกับผู้ใหญ่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า หรือเจ้านายที่มีตำแหน่งสูง วิธีการคือ ก้มตัวประมาร 45 องศา กับแนวเส้นตรง

4. รับเชิญไปบ้านคนญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นมีความคิดที่ว่าบ้านของตนเองคับแคบ ดังนั้นเมื่อต้องการพบใครก็มักจะนัดตามร้านอาหาร ร้านกาแฟ เป็นต้น แต่ถ้าคุณได้รับเชิญไปบ้านจากคนญี่ปุ่น จะถือว่าเป็นการให้เกียรติอย่างมาก ดังนั้นผู้ถูกเชิญจึงควรนำของฝากเล็กๆน้อยๆติดไม้ติดมือไปฝากเจ้าของบ้านด้วย โดยอาจจะเป็นผลไม้ ดอกไม้ หรือ ขนมต่างๆ เพื่อแสดงความมีน้ำใจ สำหรับการเชิญไปรับประทานอาหารอาจจะนำเหล้าไปเป็นของฝากก็ได้ เพราะคนญี่ปุ่นไม่ว่าจะชายหรือหญิง ก็นิยมดื่มสุรา

อย่าพยายามจะไปเยี่ยมบ้านคนอื่น ถ้าหากคุณไม่ได้รับเชิญไป เพราะสำหรับคนญี่ปุ่นแล้วถือว่าไม่ค่อยสุภาพและจะทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกอึดอัดอีกด้วย และหลังจากที่ไปเยียนบ้านเขาแล้ว ตามธรรมเนียมของญี่ปุ่นควรที่จะโทรศัพท์หรือส่งจดหมายไปขอบคุณ และเมื่อได้พบกันครั้งถัดไป ก็อย่าลืมที่จะขอบคุณเคยได้เชิญเราไปที่บ้านด้วย

5. มารยาทในการเยี่ยมบ้านชาวญี่ปุ่น

สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งสำหรับการไปเยี่ยมเยียนบ้านของชาวญี่ปุ่น ก็คือ “เวลา” ควรเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะไปเยี่ยม สำหรับเวลาที่ไม่เหมาะได้แก่ เยี่ยมบ้านตอนเวลาทานอาหาร นอกเสียจากว่าเจ้าของบ้านชวนให้มาทานอาหารกันที่บ้าน สำหรับคนญี่ปุ่นถือว่าการเยี่ยมบ้านคนอื่นตอนเวลาทานอาหารเป็นสิ่งที่เสียมารยาท

ส่วนเวลาเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเยี่ยมก็คือตอนสายๆหรือตอนบ่าย และก็ไม่ควรเป็นตอนเย็นมากด้วย เพราะแม่บ้านเขาคงจะต้องเริ่มเตรียมอาหารเย็น ถ้าบังเอิญว่าไปถึงบ้านเขาในขณะเขาทานอาหารอยู่พอดี เราก็ควรจะบอกว่า Oshokuji chuu ni ojamashite moushiwake arimasen (ขอโทษที่รบกวนเวลาทานอาหาร) และควรจะรอที่ห้องอื่น

สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้วเจ้าของบ้านจะไม่ชวนกินข้าวด้วยกัน เนื่องจากความคิดที่ว่า เจ้าของบ้านเองไม่ได้เตรียมอาหารอย่างดีสำหรับแขก(เจ้าของบ้านเองก็ไม่อยากเสียมารยาทต่อแขก) และด้วยตามปกติคนที่จะเยี่ยมก็ต้องทานข้าวให้เสร็จมาก่อนที่จะเยี่ยมอยู่แล้ว ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างจากประเทศไทย ใครมาตอนกินข้าวก็จะบอกให้มานั่งร่วมโต๊ะ (แม้ว่าอาหารจะไม่ได้จัดเตรียมอย่างดี ก็ตาม)

สำหรับตอนที่จะไปเยี่ยมบ้านผู้ใหญ่ ควรจะนำของฝากสักอย่างก็ถือว่าเป็นมารยาทดี ตามปกติแล้วของฝากในกรณีเยี่ยมบ้านคนอื่น ควรเป็นขนมแบบที่ใส่ในแพคเกจสวยๆ(ไม่ใช่ที่ใส่ในถุงพลาสติกธรรมดา) หรือพวกขนมเค้ก สำหรับประเทศญี่ปุ่นที่เป็นประเทศที่นิยมนำของฝากติดมือเวลาไปเยี่ยมบ้านผู้อื่น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าเราจะเห็นร้านขายขนมหรือของฝากต่างๆ ที่มีแพคเกจที่สวยงามอยู่มากมาย ด้วยวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นมักจะมีโอกาสได้ใช้กันบ่อย ขนมที่แพคเกจสวยงามแบบนี้ไม่ใช่เป็นขนมสำหรับผู้ซื้อเพื่อกินเอง แต่สำหรับของฝากในการเยี่ยมคนอื่นมากกว่า

omiyake

6. รองเท้า

คนญี่ปุ่นถือเรื่องเท้าคล้ายคลึงกับคนไทย เช่น ห้ามสวมรองเท้าในบ้าน วัด โรงแรมแบบญี่ปุ่น (りょかん/Ryokan ) รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ ร้านหรือห้องอาหารบางแห่ง โดยปรกติแล้วจะมีการเตรียมรองเท้าแตะไว้ให้ก่อนเข้าบริเวณที่ห้ามสวมรองเท้า แต่ถ้าเป็นพื้นที่ปูเสื่อตะตะมิ แม้รองเท้าแตะก็ต้องถอดก่อนขึ้นไปนั่งหรือเดิน ให้ถอดรองเท้าไว้ที่เกงคัง (บริเวณหน้าบ้าน สำหรับไว้ถอดรองเท้าก่อนขึ้นบ้าน) โดยให้ปลายรองเท้าหันไปทางด้านประตูเท่านั้น นอกจากนี้เวลาเข้าห้องน้ำจะมีรองเท้าแตะที่จัดไว้ใช้เฉพาะสำหรับห้องน้ำ

7. มารยาทบนโต๊ะอาหาร

มารยาทบนโต๊ะอาหาร

การเรียนต่อญี่ปุ่นนั้น นักเรียนอาจมีโอกาสได้เข้าร่วมรับประทานอาหารกับชาวญี่ปุ่น ดังนั้นการเรียนรู้มารยาทบนโต๊ะอาหารนั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรศึกษาไว้เป็นความรู้ที่ติดตัวไปด้วย

ก่อนเริ่มรับประทานอาหารทุกครั้ง นักเรียนจะต้องพูดคำว่า いただきます Itadakimasu และพูดคำว่า ごちそうさまでした Gochisousama deshita เมื่อรับประทานอาหารอิ่มแล้ว การพูดคำนี้ถือว่าเป็นธรรมเนียมที่ต้องทำและมีความหมายในเชิงขอบคุณ ซึ่งตามปกติชาวญี่ปุ่นถือว่าการเริ่มทานข้าวก่อนคนอื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าบ้านเป็นสิ่งที่เสียมารยาท

ขณะรับประทานอาหาร คนญี่ปุ่นมักจะพูดคำว่า Oishii ซึ่งแปลว่าอร่อย เพื่อชมผู้ปรุงอาหารและถือเป็นการขอบคุณด้วย

ตามมารยาทของคนญี่ปุ่นแล้ว ควรจะทานข้าวให้หมดชาม ถ้าเป็นอาหารชุดก็ควรจะทานทุกอย่าง ยกเว้นแต่ว่าจะทานไม่ไหวแล้วจริง ๆ และก่อนเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบหรือเก็บอะไร ควรจะขออนุญาตจากครอบครัวก่อน

ชาวญี่ปุ่นนั้นแทบทุกบ้านจะใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหาร

การปฎิบัติเหล่านี้บนโต๊ะอาหารเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

1. การกำตะเกียบเป็นกิริยาที่ไม่ดี

2. การจับตะเกียบและถ้วยข้าวด้วยมือเดียวกัน

ohashi

120518lunch3

3. “ โยเซบาฉิ” (よせばし)การเลื่อนชามไปข้างหน้าด้วยตะเกียบ (จะโยกย้ายอะไรก็ใช้มือให้สุภาพเข้าไว้)

4. “ ซาชิบาฉิ” (さしばし)การเสียบอาหารด้วยตะเกียบ

5. “ ซากุริบาฉิ” การเลือกอาหารที่มีรสอร่อย หรือน่ากินในจานอาหาร (อย่าลืมว่าใครๆก็อยากรับประทานของอร่อยในจานเหมือนกัน อย่าเผลอเลือกรับประทานคนเดียวจนหมด)

6. “ มาโยอิบาฉิ”(まよいばし) การถือตะเกียบจดๆจ้องๆไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะรับประทานอาหารบนโต๊ะอาหาร (หรือพูดง่ายๆว่าก็เล็งรับประทานอะไรไว้ก็มุ่งหนีบรับประทานซะดีกว่า เลือกไปเลือกมาดูเหมือนจะทิ้งของที่ไม่อร่อยให้คนอื่นรับประทาน ชาวญี่ปุ่นเป็นอะไรที่เก็บความรู้สึก ถึงอยากรับประทานก็ต้องมีมารยาทไว้ก่อน)

7. การเสียบตะเกียบไว้บนข้าวก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรปฎิบัติ

8. ห้ามหยิบตะเกียบจนกว่าผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่งจะหยิบขึ้นมาก่อน

9. ห้ามขูดเม็ดข้าวจากตะเกียบ

10. ห้ามทานอาหารจากซุปโดยไม่ยกชามซุปขึ้นจากถาด

11. ห้ามตักอาหารจากจานซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกฟากหนึ่งโดยที่ไม่ยกจานขึ้นมา

12. ห้ามยกจานทางขวามือด้วยมือซ้าย หรือยกจานทางซ้ายมือด้วยมือขวา

13. ห้ามหยิบอาหารที่มีซอสเหลวๆวางบนข้าว หรือทานข้าวราดน้ำซอส

14. ห้ามหยิบและกัดอาหารซึ่งไม่อาจจะทานได้ในคำเดียว ขอให้แบ่งเป็นชิ้นเล็กๆด้วยตะเกียบ

120518lunch1

120518lunch2

8. การแชร์กันออกค่าอาหาร

คนญี่ปุ่นก็จะมีการแชร์กันออกค่าใช้จ่ายในการรับประทาน อาหารเช่นกันเหมือนกับคนอเมริกาเช่นกัน (แต่ทำไมไม่เรียก Japanese share บ้างนะ)

9. การส่งเสียงดัง

ในเมืองใหญ่บางคนมีความรู้สึกไวโดยเฉพาะต่อเสียงต่างๆ ที่เกิด ขึ้นในชีวิตประจำวันและไม่ใจกว้างยอมรับแม้แต่เสียงที่เด็กทำขึ้นจึงขอให้ ระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าอาศัยอยู่ที่บ้านพักรวมอย่างเช่น อพาร์ตเมนท์ โดยทั่วไปหลัง 22:00 น. พยายามอย่าส่งเสียงดังให้คนข้าง บ้านได้ยิน บางคนทำงานตอนกลางคืน และนอนพัก ตอนกลางวัน จึงเป็นเวลาสำคัญสำหรับพวกเขา มีบางครั้งสำหรับตัวเองเสียงอาจไม่ดัง แต่โครงสร้างอาคารอาจทำให้เกิดเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้ โดยเฉพาะ การ ใช้เครื่องดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า การเข้าออก การเปิดปิดประตูในตอนกลางคืน ขอให้ระวังเป็นพิเศษ ถ้ามีปัญหาเรื่องเสียงรบกวน กรณีบ้านพักรวม แจ้งกับ เจ้าหน้าที่อสังหาริมทรัพย์ที่ทำสัญญาเช่า นอกเหนือจากนี้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่สมาคม ปกครองตนเอง (จิชิคะอิ)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *